Shopaholic หรือ โรคเสพติดการช้อปปิ้ง เป็นภาวะที่ผู้ป่วยเสพติดการช้อปปิ้งมาก ๆ โดยจะอยากซื้อของอยู่ตลอด และอยากซื้ออยู่บ่อย ๆ แต่พฤติกรรมการเสพติดการช้อปปิ้งนี้เองที่จะทำให้เกิดปัญหาตามมา ซึ่งเมื่อมีอาการนี้แล้วก็จำเป็นที่จะต้องเข้ารับการรักษา แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นหรือไม่ และมีอาการแบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่ายเป็นโรคนี้บ้าง ในบทความนี้จึงนำเอาพฤติกรรมต่าง ๆ ที่จะช่วยบ่งบอกได้ว่าใครบ้างที่อาจจะเป็นโรคเสพติดการช้อปปิ้ง
อาการแบบไหนที่เข้าข่ายว่าเป็นโรค Shopaholic
1. มีความรู้สึกว่าอยากช้อปปิ้งออนไลน์ตลอดเวลา
พฤติกรรมแรกที่ถือว่าเข้าข่ายว่าเป็นโรคนี้ก็คือ การที่รู้สึกว่าอยากที่จะช้อปปิ้งตลอดเวลา อยากที่จะซื้อของทุกวัน หรือมีความถี่ในการซื้อของมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งหากว่าใช้เวลาช้อปปิ้งนานหลายชั่วโมงได้แบบไม่เบื่อเลย ก็อาจจะเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าคุณกำลังมีอาการของคนที่เสพติดการช้อปปิ้ง
2. มีความหงุดหงิดเมื่อไม่ได้ช้อปปิ้ง
สำหรับใครที่มีอาการหงุดหงิดทุกครั้งที่ไม่ได้ช้อปปิ้ง หรือช้อปปิ้งแล้วไม่ได้ดั่งใจ ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ช่วยบ่งบอกได้ว่าคุณน่าจะมีอาการของคนที่เสพติดการช้อปปิ้ง
3. ใช้เงินเกินงบไปกับการช้อปปิ้งเสมอ
ผู้ที่เสพติดการช้อปปิ้งไม่เพียงแค่อยากจะช้อปตลอดเวลาเท่านั้น แต่ผู้ที่มีอาการของโรคนี้มักจะมีพฤติกรรมที่ใช้ง่ายเงินมากเกินความจำเป็นในแต่ละเดือน โดยเงินที่เสียไปก็จะเกิดขึ้นกับการซื้อของต่าง ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะทำให้ใช้จ่ายเงินงบของแต่ละเดือนอยู่เสมอ แม้จะแบ่งเงินไว้แล้วแต่ก็ยังไม่พอจนทำให้กระทบกับเงินส่วนอื่น ๆ ด้วย
4. ใช้เวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นน้อยลง
ผู้ที่เสพติดการช้อปปิ้งมักจะมีกิจกรรมที่ทำบ่อย ๆ ก็คือ การท่องโลกของการซื้อของอยู่ตลอด จนส่งผลให้สนใจที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ น้อยลง จนอาจจะถึงขนาดว่าลืมให้เวลากับคนรอบข้างไปด้วยเลย
5. ซื้อของที่ไม่จำเป็นบ่อยขึ้น
การช้อปปิ้งไม่ใช่สิ่งที่ผิด แต่การช้อปมากเกินไป และซื้อของที่ไม่จำเป็นมากขึ้น ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีมากนัก โดยถ้าใครที่ซื้อของที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้บ่อย ๆ แม้จะรู้ว่าไม่ใช่แต่ก็ยังซื้อมา นั่นก็หมายความว่าคุณมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคเสพติดการช้อปปิ้งแล้ว เพราะมีความสุขกับการซื้อของมากแม้ว่าของอย่างนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาใช้ด้วยซ้ำ
สำหรับใครที่ได้ลองเช็กจากพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปทั้งหมดแล้วคิดว่าตัวเองอาจจะเป็นโรคเสพติดการช้อปปิ้ง และรู้ว่าตัวเองไม่สามารถควบอาการที่เกิดขึ้นได้ ก็ให้ไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาต่อไป ซึ่งผู้ที่เป็นโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ โดยการรักษาก็สามารถทำได้ด้วยการทำจิตบำบัดแบบปรับความคิดและพฤติกรรม (CBT) และหากว่ายังไม่สามารถควบคุมอาการได้อีก แพทย์ก็ให้ยาร่วมในการรักษาด้วยนั่นเอง

